ใจมีธรรมะ

249

คนที่มีความรู้ความสามารถเพียงอย่างเดียว อาจจะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปได้ แต่ไม่อาจเป็นที่รัก นับถือของคนรอบข้างได้ ด้วยเพราะปราศจากคุณธรรมที่ควรจะมีไว้ในตนเอง ดังภาษิตที่ว่า “ความรู้ คู่คุณธรรม” นั่นเอง มีธรรมะหมวดหนึ่ง ชื่อว่า อธิษฐานธรรม คือ ธรรมะอันเป็นฐานที่มั่นของบุคคล หรือ ที่เรียกกันง่ายๆ ว่า ธรรมะในใจ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า มีอยู่ด้วยกัน 4 ประการ นั่นก็คือ

1. ปัญญา แปลว่า ความรู้ชัด รู้ทั่ว เช่น การศึกษาเล่าเรียน จะเรียนรู้อะไรสักอย่างหนึ่งก็จะต้องศึกษาในเรื่องนั้นๆ ให้เข้าใจ แจ่มแจ้ง ชัดเจน จึงจะเรียกได้ว่า สำเร็จประโยชน์ในการเรียน ไม่มีความบกพร่อง จนในที่สุดก็สามารถที่จะรู้เหตุและผลของสิ่งต่างๆ ได้ตามความ เป็นจริง และปัญญานี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยเหตุ 3 ประการ คือปัญญาเกิดจากการฟัง ปัญญาเกิดจากการคิด และปัญญาเกิดจากการอบรม

2. สัจจะ แปลว่า ความจริง คือ จริงใจ ประพฤติสิ่งใดก็ให้ทำจริง เช่น ตั้งใจไว้ว่าจะศึกษาเล่าเรียน จะปฏิบัติกิจอย่างหนึ่งอย่างใด ก็ต้องทำอย่างจริงจัง ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคเข้ามาเบียดเบียน ขัดขวาง ก็จะต้องใช้ความพยายามฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านั้นให้ได้ จนสามารถบรรลุจุดมุ่งหมายตามที่ต้องการ ดังภาษิตที่ว่า “คนได้เกียรติ เพราะความสัตย์”

3. จาคะ แปลว่า ความเสียสละ ได้แก่ สละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความจริงใจ เริ่มต้นตั้งแต่การเสียสละ ให้ปันสิ่งของแก่คนอื่น จนถึงการสละกิเลสที่มีอยู่ในตน

4. อุปสมะ แปลว่า ความสงบ คือ สงบกาย สงบใจจากสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความสงบคือ กิเลส ระงับความขัดข้อง วุ่นวายอันเกิดจากการถูกกิเลสเข้าครอบงำเสียได้ ทำให้จิตใจมีแต่ความสงบ ปราศจากกิเลส ความเศร้าหมองใจ

การคบหากัน จำต้องมีสัจจะ ความจริงใจซื่อสัตย์ต่อกัน จึงจะได้รับการยกย่องนับถือ ต้องมีจาคะ เสียสละแบ่งปัน การอยู่ร่วมในสังคมหมู่มาก ย่อมที่จะกระทบกระทั่งกันบ้าง จำต้องมีความสงบใจ ชีวิตจึงจะประสบแต่ความสุขตลอดไป ดังนั้น ธรรมะทั้ง 4 ประการนี้ ถ้าอบรมให้เกิดมีขึ้นในจิตใจหรือตั้งธรรมะ 4 ประการนี้ไว้ในใจแล้ว ก็สามารถที่จะทำให้ชีวิตประสบกับสมบัติอันจะพึงมี พึงได้ต่อไปในอนาคต

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
โดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร